วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เลี้ยงเด็กให้มีความมั่นใจในตัวเอง

ความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) เป็นสิ่งสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิด ในการดำเนินชีวิต แต่คุณรู้ไหมว่า ความภูมิใจในตนเอง เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างสมมาตั้งแต่เด็ก เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง รู้ในคุณค่าของตนเองจะเป็น เด็กที่มีความมั่นใจ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว หรือ อดทนต่อความกดดัน ความเครียด และข้อขัดแย้งในชีวิตได้ดี เขาสามารถยิ้มให้กับชีวิตได้ และเป็นคนมองโลกในแง่ดี




วิธีเสริมสร้างความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ให้ลูก

ในทางกลับกัน เด็กที่ขาดความมั่นใจ และความภูมิใจในตนเองมักจะเป็นคนวิตกกังวล เกิดความเครียด ต่อปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตได้ง่าย ไม่สามารถหา ทางแนวคิด ที่เหมาะสมต่อปัญหาต่างๆ เด็กเหล่านี้ มักมีความคิด เกี่ยวกับตัวเองว่า "เราเป็นคนไม่เก่ง" หรือ "เราไม่เคยทำอะไรถูกเลย" เด็กมักจะมีลักษณะเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หรืออาจจะเก็บกดได้

แล้วเราในฐานะพ่อ แม่ หรือ ผู้ปกครอง จะปลูกฝัง และ เสริมสร้างความมั่นใน และ ความภูมิใจให้กับเด็กๆ ของเราได้อย่างไร

ความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) คือ อะไร

ก่อนที่เรา จะเสริมสร้าง ความภูมิใจในตนเอง ให้กับเด็ก เรามีรู้จักกับคำว่า ความภูมิใจ ในตนเอง กันก่อน คำจำกัดความของความภูมิใจในตนเอง ทางการแพทย์นั้น คือ "ความเชื่อ หรือ ความรู้สึก ที่มีต่อตัวเอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม เจตคติ และแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต" เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า การจะก่อให้เกิด ความภูมิใจ ในตนเองนั้น จะต้องสะสม ความรู้สึก ทีละเล็ก ทีละน้อยตั้งแต่เด็ก เราไม่สามารถ สร้างความรู้สึก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

การสะสม ความรู้สึกต่อตัวเองนั้น เริ่มตั้งแต่ อายุขวบปีแรก เด็กจะเริ่มสะสม ความรู้สึกว่า "ตัวเองทำได้" โดยที่เขาไม่รู้ตัว เช่น การที่เขาสามารถ พลิกตัวนอน คว่ำได้ หลังจากที่ พยายามมาเป็นสิบสิบครั้ง หรือ การที่เขาสามารถ บังคับช้อน ตักอาหารเข้าปาก ได้ด้วย ตนเองทุกครั้งที่กินอาหาร พฤติกรรมเหล่านี้ จะเป็น ตัวสอนให้เขามีความรู้สึกว่า เขาประสบความสำเร็จ และสอนตัวเองว่า "เราทำได้ ถ้าเราพยายาม" จากนั้น เขาจะเริ่มพัฒนา จริงจังเมื่ออายุ 3-4 ปี เขาจะเริ่มรับรู้ ถึงความรู้สึกชนิดต่างๆ สำรวจ ความคิดนั้น และสะสมความคิดจนได้ข้อสรุป ตกผลึก ออกมาเป็นความรู้สึกโดยรวม ต่อตนเอง แต่ในความเป็นจริง

เมื่อเด็กพยายามทำสิ่งหนึ่ง แล้วทำไม่ได้ พยายามใหม่ ทำไม่ได้ พยายาม ต่อไป เรื่อยๆ จนทำได้ในที่สุด จะเป็นการก่อกำเนิดความคิดต่อตนเอง และ รู้ถึงความ สามารถของตัวเอง นอกจากการเรียนรู้ จากการกระทำของตนเองแล้ว เด็กก็จะเรียนรู้ ความภูมิใจในตนเอง จากคนรอบข้างด้วย ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ และ ผู้ปกครอง จึงมี อิทธิพลต่อการ พัฒนาความภูมิใจในตนเองของเด็ก

ความภูมิใจในตนเอง จะต้องเกิดควบคู่ไปกับความรัก จะมีเพียงอย่างหนึ่ง อย่างใดไม่ได้ เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ประสบ ความสำเร็จ แต่ขาด ความรัก ในที่สุดเขาก็จะหมดความภูมิใจในตัวเอง ส่วนเด็ก ที่ได้รับความรัก แต่ไม่ภูมิใจในตนเอง ทำอะไรไม่ค่อย ประสบ ความสำเร็จ ก็จะ ไม่รักตัวเอง ดังนั้น ความภูมิใจ และ ความรักจึงต้องมีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล

เปรียบเทียบลักษณะของ เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง กับ เด็กที่ขาดความภูมิใจในตนเอง

การสะสมความภูมิใจในตนเอง จะเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น โดยขึ้น กับสถานะการณ์รอบข้าง และสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความรู้สึก ภูมิใจจะมีช่วงๆ ภูมิใจมาก ภูมิใจน้อย เปลี่ยนแปลงไปมา พ่อแม่ และ ผู้ปกครอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ที่จะสังเกต ลักษณะของเด็กว่า ช่วงไหนเขาเป็นอย่างไร เขามีความภูมิใจในตนเอง และมีความรู้สึกต่อตัวเอง อยู่ในระดับใด

เด็กที่ขาดความภูมิใจในตนเอง จะไม่ชอบเรียนรู้ หรือ ทดลอง ประสบการณ์ ใหม่ๆ เขามักจะพูดเกี่ยวกับตัวเองในทางลบ เช่น เราเป็นคนไม่เก่ง เราเป็นคน ไม่ฉลาด เราไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ไม่มีใครมาสนใจเรา ฯลฯ เด็กจะมีความ อดทนต่อความกดดันน้อย ไม่มีความพยายาม ยอมแพ้ได้ง่าย หรือมักชอบ ให้คนอื่นมาทำ แทนตนเอง

ส่วนเด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง จะมีความรู้สึกมั่นใจ ชอบพบปะผู้คน มีความสุข ที่จะได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันเขา ก็สามารถอยู่ คนเดียวได้ โดยที่ไม่มีความรู้สึกว่าต้องพึ่งพา เช่น สามารถกิน อาหารคนเดียวได้ เป็นต้น เด็กจะชอบทดลอง ค้นหาสิ่งใหม่ๆที่เขาสนใจ เมื่อมีความท้าทายเข้ามา เขาจะคิดหาทางแก้ปัญหา หรือทางออก ถ้าจะสังเกต คำพูดบางคำ ก็จะรู้ถึงความมั่นใจ ในตนเอง เช่น แทนที่เขาจะพูดว่าฉันทำไม่ได้ ก็จะพูดว่าฉันจะหาทางอย่างไร เพื่อที่ จะทำให้ได้ เขาจะรู้ถึงจุดเด่น และ จุดด้อย ของตนเอง และยอมรับมันได้

 

บทบาทขอบพ่อแม่และผู้ปกครอง จะช่วยได้อย่างไร มีข้อแนะนำดังนี้

พูดให้กำลังใจเด็กอย่างสร้างสรรค์
เด็กๆ นั้นมักจะมีความรู้สึกอ่อนไหวได้ง่าย ต่อคำพูดของพ่อแม่ คุณต้องพูดจา ชมเชยลูกไม่เพียงแต่เมื่อลูก ประสบความสำเร็จ แต่ควรจะพูดส่งชมเชยลูกด้วย เมื่อลูก ได้ใช้ความพยายามของตนเอง (แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกแข่งกีฬาแต่ไม่ชนะ พยายามเลี่ยงคำพูดว่า "คราวหน้าซ้อมให้หนักขึ้นนะลูก" แต่ควรจะพูดว่า "ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ชนะ แต่แม่ก็ภูมิใจในความพยายามของลูก" เราควรพูดชมเชย ต่อความพยายามของลูก มากกว่า พูดถึงผลลัพธ์ที่ออกมา การพูด ชมเชยนั้น ต้องพูดออกมาจากใจ เด็กจะรับรู้ได้ว่า คุณพูดออกมาจากใจ หรือ พูดเกินจริง

ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก
ถ้าคุณเป็นคนเกรี้ยวกราด เจ้าอารมณ์ มองโลกในแง่ร้าย หรือ ขาดความภูมิใจ ในตนเอง เด็กก็จะเลียนแบบพฤติกรรมของคุณ อย่างแน่นอน ดังนั้น คุณจะต้องสำรวจ ตนเองว่า คุณเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกๆของคุณหรือไม่

สังเกตและแก้ไขความรู้สึกที่ผิดๆของเด็ก
เป็นบทบาทสำคัญของพ่อแม่ และ ผู้ปกครองที่จะสังเกตว่า เด็ก หรือลูกๆ ของคุณ มีความรู้สึกต่อตนเองเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่ผิดๆ บางอย่าง ถ้าไม่ได้รับ การแก้ไข ในทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะฝังลึก กลายเป็นความรู้สึกถาวรได้ เช่น ถ้าเด็กสามารถ เรียนที่โรงเรียนได้ดี ยกเว้นแต่วิชาคณิตศาสตร์ เด็กอาจจะพูดว่า "เขาไม่สามารถ คิดเลขได้ เขาเป็นเด็กโง่" ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความคิดที่ผิด แต่อาจจะ เป็นการฝังราก ของความรู้สึกล้มเหลว และขาดความภูมิใจในตนเองได้ คุณจะต้องพูด กับเด็กให้เขารับรู้ ถึงแง่คิดในการมอง ที่ถูกต้อง การตอบสนองต่อสถานการณ์ ข้างต้น อาจจะเป็นว่า "ลูกสามารถเรียนวิชาอื่นๆ ที่โรงเรียนได้ดี เลขเป็นเพียงวิชาหนึ่ง เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด ลูกไม่ได้เป็นเด็กไม่ฉลาด เพียงแต่ว่า ลูกต้องให้เวลา ทำการบ้านในวิชาเลข และ ทบทวนบทเรียนให้มากขึ้นเท่านั้น"

ให้ความรักให้พอเพียง
การให้ความรัก เป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจแก่ตนเองอย่างแน่นอน การกอด สัมผัส พูดชมเชย พูดว่าคุณภูมิใจในตัวเขา เป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ว่ามันอาจจะ ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมเดิมของคนไทยเราก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำโดย เฉพาะกับลูกๆของคุณ และอย่าลืมอย่างที่บอกเอาไว้ว่า ต้องทำออกมาจากหัวใจ อย่าทำเกินจริง เพราะเด็กสามารถรับรู้ได้

ให้การตอบสนองต่อพฤติกรรมอย่างถูกต้อง
การตอบสนองต่อ พฤติกรรมของลูกๆ จะเป็นตัวสะท้อน ถึงผลของการกระทำ ของเขา การตอบสนองที่ดี จะทำให้เขารับรู้ว่า การกระทำนั้นๆเป็นสิ่งที่ดี เช่น เมื่อลูกคุณไปทะเลาะกับเพื่อน แทนที่คุณจะบอกลูกว่า "ห้ามทะเลาะกับเพื่อนอีกนะลูก การทะเลาะเป็นนิสัยของเด็กเกเร" เด็กอาจจะ รู้สึกว่าเขาไม่ดี ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ คุณอาจจะพูดว่า "ลูกทะเลาะกับ เพื่อนมา แต่แม่ก็เห็นว่า ยังดีที่ลูกไม่ได้ลงมือ ลงไม้กัน" การพูดเช่นนี้ เหมือน เป็นการให้รางวัลแก่เด็ก ว่าเขาสามารถควบคุมตนเอง และ เลือกทางออก ที่เหมาะสมได้ และจะสามารถเลือกได้อีก เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำในคราวต่อไป

สร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน
เด็กที่รู้สึกว่า อยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข หรือ รู้สึกไม่ปลอดภัย จะมีระดับ ความภูมิใจในตนเองต่ำ บ้านที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ จะทำให้ลูกๆ เป็นเด็ก เก็บกด ดังนั้นคุณควรสร้างบรรยากาศในบ้านให้ดี ปรองดองกัน เมื่อมีข้อขัดแย้ง ในชีวิตคู่ ควรจะหาสถานที่ที่มิดชิดพูดคุยกัน ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าเด็กๆ นอกจากนั้น คุณต้องสังเกตว่าลูกคุณ มีความสุขที่โรงเรียนด้วยหรือไม่ สังเกตว่า ตามแขนขา มีรอยฟกช้ำจากการโดนทำร้ายร่างกายหรือเปล่า

ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์
กิจกรรมที่เสริมสร้าง การทำงานเป็นทีม ทำงานร่วมกัน เพื่อประสบ ความสำเร็จ จะเป็นกิจกรรมที่ดี ในการสร้างความมั่นใจ และ ความภูมิใจ ในตนเอง เช่น กิจกรรมที่ให้พี่สอนน้องอ่านหนังสือ จะเป็นผลดีต่อ ความภูมิใจ ในตนเองทั้งสองฝ่าย เป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่เน้นการแข่งขัน และ ผลลัพธ์ของ การแข่งขัน จะไม่ค่อยเป็นผลดีนัก เพราะจะทำให้เด็กเคร่งเครียดจนเกินไป

จากข้อแนะนำ ที่กล่าวมานี้คงจะเป็นแนวทางให้ คุณได้สังเกต และ เสริมสร้าง ความภูมิใจในตนเอง ให้กับลูกๆหรือเด็กๆของคุณ แต่ถ้าเกินความสามารถ ของ คุณในการแก้ไข คุณสามารถพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็ก จิตแพทย์ จะซักประวัติ เด็ก และ พ่อแม่ มีการทดสอบเพื่อให้ทราบว่า เด็กคิดอย่างไร และอะไร เป็น สาเหตุ ที่ทำให้เขามีความภูมิใจในตนเองต่ำ และ สามารถสร้างกิจกรรม ในการแก้ไขที่เหมาะสม ทำให้เด็กมองโลกในแง่ของความเป็นจริง มองโลก ในแง่ดี และรักตัวเอง


เรียบเรียงโดย www.พัฒนาการเด็ก.com


เลี้ยงลูกให้รู้จัก  ล้มเหลว แต่ไม่ล้มเลิก  ดร.อุทัย ดุลยเกษม



พ่อแม่ส่วนมากหมายมั่นจะให้ลูกมุ่งหน้าสู่ 'ความสำเร็จ'
แต่ลืมไปว่า...
น่าจะสอนให้ลูกเรียนรู้จัก 'ความผิดหวังล้มเหลว' บ้าง
โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกคนเดียว



ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า แต่ทุกครั้งที่นั่งรถเมบ์และเหลือบเห็นป้ายโฆษณาเหล้าฝรั่งยี่ห้อหนึ่ง เขียนข้อความบางอย่างไว้อย่างชัดเจน ก็ออกจะรู้สึกสะกิดใจทุกทีไป ข้อความเขียนไว้ว่า ล้มเหลว แต่ไม่ล้มเลิก มีความหมายลึกซึ้งมากทีเดียว เพราะในชีวิตของเราทุกคนตั้งแต่เกิดมาจนแก่เฒ่า ย่อมต้องพบเรื่องล้มเหลวกันมากบ้างน้อยบ้าง บางคนล้มเหลวหลายครั้ง ตั้งแต่ล้มเหลวในการเรียน ล้มเหลวในการงาน หรือล้มเหลวในครอบครัว บางคนเมื่อล้มเหลว ก็ทุกข์มากมายและไม่อาจจะแก้ปัญหาให้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้ แต่ก็มีคนอีกจำนวนมาก ที่แม้จะพบกับความล้มเหลว แต่ก็ไม่คิดล้มเลิก กลับตั้งสติ มุมานะพยายามแก้ปัญหาจนลุล่วง และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขพอสมควร
ประเด็นของการ ไม่ล้มเลิก เป็นสิ่งสำคัญ เราจะมีกระบวนการเรียนรู้กันอย่างไรเล่า ที่จะช่วยให้คนสามารถเตรียมตัวเผชิญกับความล้มเหลวได้อย่างมีสติ และมีความมั่นใจว่าเขาสามารถจะฟื้นตัวได้อีก โดยไม่รู้สึกสยบยอม นั่นคือจะต่อสู้ต่อไปโดยไม่ล้มเลิก คนที่ล้มเหลวแต่ไม่ล้มเลิกน่าจะมีลักษณะพิเศษบางประการ นั่นคือน่าจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง และมีการมองโลกอย่างมีความหวัง หรือมีการมองโลกในแง่บวก (positive thinking) คำถามที่สำคัญสำหรับผู้สนใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ก็คือ การจะช่วยให้ลูกๆ ของเราเติบโตขึ้นอย่างมั่นใจ และมองโลกในแง่บวก หรือมองโลกอย่างมีความหวัง จะทำได้อย่างไร
แม้คำตอบต่อคำถามนี้ยังไม่อาจจะหาได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อมูลหรือหลักฐานบางอย่างที่เกิดจากการค้นคว้าวิจัย ได้ชี้เบาะแสให้พอเห็นได้บ้าง เกี่ยวกับเรื่องของครอบครัว
ข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ขณะนี้ได้ปรากฏเป็นแนวโน้มชัดเจนว่า จำนวนครอบครัวที่มีลูกคนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ้าพิจารณาถึงขนาดของครอบครัวในภาพรวม ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ในรอบ 10-20 ที่ผ่านมาจำนวนครอบครัวที่มีขนาดเล็ก (มีลูก 1-2 คน) ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ร่ำรวยเกือบทั่วทั้งยุโรป อัตราการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงคนหนึ่งในปี 2543 ลดลงเหลือเพียง 1.46 คน จาก 1.72 เมื่อ 10 ปีก่อนแม้แต่ในทวีปเอเชีย อัตราการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงคนหนึ่งลดลงจาก 3 คน เป็น 2.54 คน
ในสหรัฐอเมริกา ครอบครัวที่มีลูกคนเดียวเพิ่มขึ้นจาก 9.6% ในปี 2519 เป็น 17% ในปี 2521 ในเยอรมัน ครอบครัวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน 12.5 ล้าน มีลูกเพียงคนเดียวสถิติของเมืองไทยยังไม่มีชัดเจน แต่จากการสังเกตก็พอจะเห็นได้ว่า ขนาดของครอบครัวไทยเล็กลงกว่าแต่ก่อนมาก และครอบครัวที่มีลูกคนเดียวก็คงจะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
แม้การมีครอบครัวที่เล็กลง หรือมีลูกคนเดียวจะมิใช่เป็นสิ่งผิดหรือเลวร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีนัยยะ ทั้งทางด้านสังคมและจิตวิทยาพอสมควร เช่นเด็กเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ในการปฏิสัมพันธ์กับพี่ๆ น้องๆ ซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน การเรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน การเรียนรู้เรื่องการให้อภัย การเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฯลฯ ย่อมมีโอกาสลดลงในวัยที่กำลังเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบคุณค่า
เราจะพบว่า การเรียนรู้เรื่องคุณค่านี้ เกิดขึ้นมากในวัยเด็ก และจะติดตัวไปจนเติบใหญ่ การที่ครอบครัวเล็กลง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปย่อมมีผลต่อการเรียนรู้
เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานการค้นคว้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง และผู้ค้นพบนั้นชื่อ เจมส์ ฟลินน์ (James Flynn) ปัจจุบันสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยโอตาโก้ (otago) ในประเทศนิวซีแลนด์ เขาพบว่าในรอบหลายสิบปีมานี้ คะแนนการวัดสติปัญญา (IQ) ของเด็กทั่วโลก เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ตัวอย่างเช่น ในอังกฤษเพิ่มขึ้น 27 คะแนน ตั้งแต่ปี 2485 ถึงปัจจุบัน ในอเมริกาเพิ่มขึ้น 24 คะแนน ตั้งแต่ปี 2461 ในอาร์เจนตินา เพิ่มขึ้น 22 คะแนน ตั้งแต่ปี 2507
เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Flynn Effects
ได้มีการถกเถียงกันมากว่า อะไรทำให้คะแนนด้านสติปัญญา (IQ) ของเด็กเพิ่มขึ้น นักจิตวิทยาจำนวนมากยืนยันว่า องค์ประกอบสำคัญในการสร้างเด็กให้มี IQ สูงคือ ยีน (genes) หรือกรรมพันธุ์ แต่มีนักจิตวิทยาบางกลุ่มเชื่อว่า เป็นเรื่องสภาพแวดล้อมที่เด็กดำรงชีวิตอยู่
ในที่สุด เมื่อมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ ก็ได้ข้อสรุปว่า องค์ประกอบทั้ง 2 มีผลด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่สำคัญคือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา 40-50 ปี ยีนของมนุษย์มิได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ สภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของระดับ IQ จึงอาจอธิบายได้ว่าสภาพแวดล้อมมีผลมากกว่า
การค้นพบดังกล่าวยังบอกอีกว่า สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อระดับ IQ นั้น สร้างได้ หมายความว่า ครอบครัวสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มของระดับ IQ ได้และในหลายๆ กรณีผู้ที่มียีนหรือมีกรรมพันธุ์ดี ก็จะมีแนวโน้มที่จะแสวงหาสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับยีนของตน เช่นอยู่ในชุมชนหรืออยู่ในโรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อม เอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นต้น ในขณะที่ผู้ซึ่งมียีนไม่ค่อยดีนัก มักจะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่ตรงกับแนวทางของการสอบวัด I.Q.
หากเราโยงเรื่องนี้ไปสู่ครอบครัว ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ครอบครัวที่เล็กก็ดี ครอบครัวที่มีลูกคนเดียวก็ดี มักจะขาดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้หลายประการดังได้กล่าวแล้ว ข้อเสนอในทีนี้ คงมิใช่จะยุยงให้มีลูกหลายคนนะครับ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อเรารู้ข้อจำกัดในการเรียนรู้ของเด็ก ครอบครัวลูกคนเดียว พ่อ-แม่ และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องหาทางสร้างสภาพแวดล้อมเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อเด็กเหล่านั้นจะได้เติบโตขึ้นอย่างมีความมั่นใจ มีวิธีการมองโลกอย่างมีความหวังและมองโลกในทางที่ดี และเมื่อเขาเหล่านั้นประสบกับความล้มเหลวในบางเรื่อง เขาจะได้มีความมั่นใจและสู้ต่อไปโดยไม่ล้มเลิก อันจะช่วยให้ชีวิตเขามีความสุขพอสมควร
ในการ สร้าง สภาพแวดล้อมที่ว่านี้ ควรให้เขาได้เรียนรู้ถึงความล้มเหลว และการเตรียมตัวเตรียมใจ ตลอดจนแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วย
การจัดสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่ความสำเร็จอย่างเดียวนั้นไม่พอ เพราะผมคิดว่าผู้ที่ล้มเหลวแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้ จะได้เรียนรู้มากมาย ไม่เชื่อให้สังเกต เด็กน้อยล้มแล้วลุกโดยไม่มีพี่เลี้ยง หรือพ่อแม่ช่วยจับแกให้ลุกขึ้นดูเถิดครับ เด็กน้อยนั้นจะเติบโตขึ้นได้อย่างมีความมั่นใจในตัวเองและภูมิใจในสิ่งที่ตัวเอง ทำได้ พ่อแม่ทั้งหลายลองพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบบ้างเป็นไรครับ
เรื่องนี้คงไม่จำกัดเฉพาะเด็กเท่านั้นนะครับ ตัวเราเองถ้าล้มเหลวไม่ว่าในด้านใด หากไม่ล้มเลิกแต่มุมานะหาหนทางที่จะเดินหน้าต่อไปเราเองก็จะเป็น ตัวแบบ ที่ดีให้แก่ลูกได้เรียนรู้
การเรียนรู้จากประสบการณ์ของพ่อแม่ เป็นการเรียนรู้ที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าการเรียนรู้จากโรงเรียนเสียอีก
ผมมีโอกาสได้พบและได้พูดคุยกับคนหลายคนที่ล้มเหลวในด้านอาชีพ ซึ่งมีเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ในระบบสี่ห้าปีที่ผ่านมานี้ แต่คนเหล่านี้ก็มิได้ล้มเลิก กลับมุมานะเพียรพยายามเดินหน้าต่อไป หลายคนในจำนวนนี้ เปลี่ยนแนวอาชีพที่เคยทำมาแต่ก่อน จากที่เคยทำงานในสถาบันการเงิน เปลี่ยนมาเป็นการขับรถรับจ้างก็มี บางคนหันมาทำมาค้าขาย โดยเปิดร้านเล็กๆ บางคนสลับสับเปลี่ยนกับคู่ครอง หันมาดูแลลูกๆ แทนและให้คู่ครองออกไปทำงานนอกบ้าน
เมื่อผมพบคนเหล่านี้ต่อมาก็ได้ทราบด้วยความยินดีว่า การไม่ล้มเลิกของเขาเหล่านั้น ช่วยให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย และที่สำคัญ ชีวิตของคนเหล่านี้ก็มีความสุขพอสมควร นี่ว่าจำเพาะพรรคพวกคนไทย ผมยังมีเพื่อนชาวต่างชาติที่สนิทสนมคนหนึ่ง ในรอบปีที่ผ่านมา เขาประสบความล้มเหลวที่สุดในชีวิต ต้องออกจากงานประจำ และที่สำคัญเป็นองค์กรที่เขามีส่วนสร้างมากับมือ การตกงานครั้งนี้เป็นเหตุให้เขาต้องขายบ้าน ไปเช่าห้องชุดเล็กๆ อยู่กับครอบครัวพร้อมลูกชายสองคน เขาเขียนจดหมาย มาเล่าให้ฟังว่าครั้งนี้เขาตกต่ำที่สุดในชีวิต ทำให้เป็นทุกข์มากในตอนแรก และบางอารมณ์เขาเคยแวบที่จะทำลายชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ แต่เมื่อคุมสติได้ และได้พูดคุยกับกัลยาณมิตร เขาก็มองโลกอย่างมีความหวังและพยายามเดินหน้าต่อไป แม้งานใหม่จะเพิ่งเริ่มต้น เขาบอกกับผมว่า ขณะนี้เขามีความหวังในชีวิตมากขึ้น และเห็นว่ามีคนอื่นอีกมากมายที่มีทุกข์ยิ่งกว่าเขาและครอบครัว
ล่าสุดที่เขียนถึงผม เขาบอกว่าได้เรียนรู้จากความล้มเหลวครั้งนี้มากที่สุด และเขาอยากจะขอบใจคนที่ทำให้เขา ต้องออกจากงานด้วย เขาบอกว่าถ้าไม่ล้มเหลวคราวนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างในชีวิต เขาเคยมีแต่ความฝันแต่มิได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเผชิญกับความล้มเหลวเลย ผมคิดว่า ประสบการณ์จากคนเหล่านี้ น่าจะช่วยให้เห็นได้ไม่ยากว่าการเรียนรู้เรื่องความล้มเหลวเป็นสิ่งที่มามีประโยชน์อย่างมหาศาลในการดำเนินชีวิตของเรา
จำไว้เถิดครับ ล้มเหลวได้ แต่ต้องไม่ล้มเลิกครับ
ความภูมิใจในตนเอง
คนเราทุกคนย่อมมีคุณค่าในตนเอง เมื่อไรก็ตามที่คิดว่าตนเองไร้ค่า บุคคลนั้นก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คุณค่าหรือความภาคภูมิใจในตนเองจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลนั้นมีทัศนคติหรือมีความรู้สึกว่าคนรอบข้างรัก ตนเองเป็นคนน่ารัก มีความสามารถ และรู้ว่าตนเป็นใคร เมื่อภาคภูมิใจในตนเองเราจะมองภาพตนเองในทางบวก ยอมรับนับถือตนเองและมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง สามารถปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี สามารถยอมรับได้ทั้งความผิดหวังและความสมหวังในฐานะมนุษย์ปุถุชน
ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self esteem ) หมายถึง ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เช่น ความมีน้ำใจ รู้จักให้ รู้จักรับ ค้นพบและภูมิใจในความสามารถด้านต่างๆ (สังคม กีฬา ศิลปะ ฯลฯ) ของตนเอง โดยมิได้มุ่งสนใจอยู่แต่ในเรื่องรูปร่างหน้าตา เสน่ห์ ความสามารถทางเพศ หรือการเรียนเก่ง ฯลฯ เท่านั้น
คนที่ภาคภูมิใจในตนเอง จะพูดถึงตัวเองว่า
- ฉั นมั่นใจในความสามารถของฉัน
- ใครๆก็รักฉัน
- ฉั นมีความสุขที่ได้อยู่กับคนอื่นๆ
- ฉั นภูมิใจในผลการเรียนของฉัน
- ฉั รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับใคร
แต่เมื่อไม่ภาคภูมิใจในตนเอง ก็มักจะกล่าวถึงตนเองด้วยคำพูดที่ว่า
- ฉั นต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายๆอย่าง
- ฉั นไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยตนเอง
- ฉั นมักยอมแพ้กับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ
- ฉั นรู้สึกว่าตนเองต้อยต่ำ ไม่มีใครชอบฉันเลย
- ฉั นมักเสียใจกับการกระทำที่ผ่านมาของฉันเสมอ
- ฉั นมักพบแต่ความล้มเหลว
- คนอื่น ๆ รอบข้างทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนไม่ดีและไม่มีค่าพอ
-ฉั นไม่สามารถเป็นที่พึ่งของใครๆ
วิธีสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
คนที่ไม่ภูมิใจในตนเอง มักมองเห็นแต่ข้อด้อยของตนเอง ดังนั้นการสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองควรเริ่มต้นที่การสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ได้แก่
- ค้นหาข้อดีและความถนัดของตนเอง
18
- ควรมองตนเองและคนอื่นในแง่ดี
- ระลึกไว้เสมอว่า ความผิดพลาด ความล้มเหลว เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า
-ให้โอกาสตนเองในการเริ่มต้นใหม่ ด้วยความอดกลั้นและอดทน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง
-ควรกำหนดเป้าหมายของการทำงานให้ชัดเจน ดึงศักยภาพและความสามารถของตนเอง เพื่อความสำเร็จของงานที่ตนเองชอบและสนใจ
-ควรเริ่มต้นทำงานที่ง่ายๆ และมีโอกาสสำเร็จก่อน เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และ สะสมความภูมิใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการทำงานที่ยากขึ้นตามลำดับ ในกรณีเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าการทำแบบนี้จะเห็นผลชัดเจน
ในบางครั้งเราอาจไม่ทราบว่าตัวเราเก่งหรือถนัดด้านใด ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทดลองและเข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อค้นหาสิ่งที่ถนัด
วิธีสร้างความภูมิใจให้แก่เด็ก
เด็กสามารถสร้างความภาคภูมิใจได้ตั้งแต่แรกเกิด - 6 ขวบ โดยที่เด็กจะมีความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าในตนเอง จากการรับรู้ต่อสิ่งที่ตอบสนองรอบๆ ตัวของเขา ดังนั้นพ่อแม่และครูมีส่วนส่งเสริมการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กๆ ได้ดังนี้
การให้ความนับถือตนเอง
เริ่มด้วยการที่พ่อแม่มีความภาคภูมิใจในตนเองก่อน รู้สึกชื่นชม ให้คุณค่าและยอมรับนับถือในตนเอง ซึ่งความนับถือตนเองอันนี้จะเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกๆ จะได้สร้าง ความนับถือตนเองด้วย
วิธีการสร้างความนับถือตนเอง ได้แก่
- ยอมรับลูกในแบบที่เขาเป็น พ่อแม่ส่วนมากต้องการลูกเรียนเก่ง แต่ก็ควรยอมรับถ้าลูกเรียนไม่เก่ง แต่เล่นดนตรี หรือวาดเขียนเก่ง
- เชื่อมั่นในความสามารถของลูกและแสดงให้เขาเห็น
-ยอมรับข้อแตกต่างในแต่ละบุคคล เด็กแต่ละคนจะมีความสามารถในการปรับตัวแตกต่างกัน เมื่อเจอสถานการณ์หนึ่งเด็กบางคนดูเหมือนจะไม่สู้ในตอนต้นจะต้องใช้เวลาสักครู่จึงสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าเด็กจะใช้วิธีไม่เหมาะสมและไม่มีเหตุผลในสายตาผู้ใหญ่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่มีความสามารถในการปรับตัว
-ให้ความสนใจกับความรู้สึกของเด็กถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยโดยสอนให้เด็กสนใจความรู้สึกของคนอื่นๆ ด้วย เพราะเด็กเล็กมักเอาแต่ใจตนเอง
-สอนให้เด็กรับรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งน่าอาย และผู้ใหญ่ควรกล่าวขอโทษเมื่อทำผิดเพื่อเป็นแบบอย่าง
19
การให้กำลังใจ
พ่อแม่และครูที่ให้กำลังใจแก่เด็ก จะช่วยให้เด็กพัฒนาทัศนคติ ความเชื่อที่ดีต่อตนเองได้ เช่น
- ยอมรับและให้คุณค่าในตัวเด็ก เด็กแต่ละคนมีความสามารถ มีความสนใจ มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน ซึ่งความสนใจจะเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นกับอารมณ์และอายุของเด็ก
- ชื่นชมในความพยายามและความตั้งใจของเด็ก ไม่ใช่ผลสำเร็จของงาน ชมเชยเด็กแม้ว่ามีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยก็ตาม
- ชื่นชมเมื่อเด็กแสดงความเข้มแข็ง และความสามารถด้านอื่น เช่น
“น้องแตมน่ารักมากที่หนูแบ่งของเล่นให้น้องแป้ง”
- หมั่นให้กำลังใจแก่เด็ก
- แสดงความสนใจในสิ่งที่เด็กสนใจ ไม่ใช่เพียงแต่สิ่งที่พ่อแม่เห็นว่าสำคัญ
- สนับสนุนให้เด็กตัดสินใจด้วยตนเอง มอบหมายงานให้เด็กช่วยทำ และสอนเด็กให้ทราบว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำเพื่อเอาอกเอาใจผู้อื่นเพียงอย่างเดียว
- เสนอแนะวิธีการที่สร้างสรรค์และทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ปัญหาให้แก่เด็ก
พ่อแม่ควรสนับสนุนด้านต่างๆ ดังนี้
- เปิดโอกาสและสอนให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ตั้งแต่เด็กเล็ก เช่น ตักข้าวกินเอง อาบน้ำและแต่งตัวเอง เป็นต้น เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าเขาทำได้
- เปิดโอกาสให้เด็กได้มีประสบการณ์ เรียนรู้ และค้นหาความสามารถของตนเองในกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น อนุญาตให้เด็กเล่นของเล่น เล่นกับเพื่อนๆ
- ให้เด็กได้ตัดสินและประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง มากกว่าการยืนยันจากคนรอบข้าง
- ติดตามความสนใจของเด็ก เช่น ถ้าลูกชอบช้าง อาจหาหนังสือเรื่องช้างมาให้ลูกอ่าน เล่าเรื่อง “ช้าง”ให้ลูกฟัง
- หาโอกาสให้เด็กเรียนรู้ธรรมชาตินอกสถานที่ เช่น พาเด็กเที่ยวสวนสัตว์ ภูเขา น้ำตก ฯลฯ
การบอกรักลูก
พ่อแม่บางท่านรักลูก แต่ไม่เคยบอกรักลูก การบอกรักลูกอย่างตรงไปตรงมา “พ่อแม่รักลูก” จะทำให้ลูกรู้สึกดี ร่วมกับการแสดงความรักโดยการโอบกอด สัมผัส ให้เวลากับลูกๆ เป็นเวลาพิเศษของครอบครัวและให้ลูกเป็นคนเลือกกิจกรรมที่จะทำร่วมกัน ให้ความสนใจกับกิจกรรมที่มีความสุขร่วมกัน ควรทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ลูกรู้คุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น (

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น